โครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
เรื่อง มองอินเดียใหม่...ความท้าทายและโอกาสที่คาดไม่ถึง


เมื่อวันอังคารที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ได้จัดสัมมนาหัวข้อ “มองอินเดียใหม่...ความท้าทาย
และโอกาสที่คาดไม่ถึง” ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ (เซ็นทรัลลาดพร้าว) โดยนายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ รองอธิการบดี กรมการค้าต่างประเทศ
ได้ให้ภาพรวมของประเทศอินเดียในมุมมองที่แตกต่างออกไปจากความคิดค านึงของคนไทยโดยทั่วไป ที่มักจะมองว่าอินเดียเป็นดินแดน
ล้าหลังเต็มไปด้วยชุมชนแออัด และขยะมากมาย ส่วนใหญ่คนไทยไปอินเดียเพื่อแสวงบุญใน 4 สังเวชนียสถานแหล่งก าเนิดพุทธภูมิ
ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของดินแดนอันน้อยนิดในอินเดียเท่านั้น
ในความเป็นจริง “อินเดีย” กว้างใหญ่ไพศาลและเต็มไปด้วยอารยธรรมที่เจริญรุ่งเรืองยาวนานมานับพันปี ความอุดมสมบูรณ์
ในทรัพยากรธรรมชาติและความก้าวหน้าทางวิทยาการท าให้อินเดียติดอันดับโลกในด้านต่างๆ มากมาย อาทิเช่น อินเดียเป็นแหล่งเจียระไนเพชร
ที่ส าคัญของโลก “กล่าวกันว่า เพชรที่เจียระไนบนโลกนี้ทุกๆ ๑๕ เม็ด ได้รับการเจียระไนจากเมืองสุรัตของอินเดีย ๑๔ เม็ด” อินเดียเป็นแหล่งผลิตยา
และวัคซีนส่งออกไปขายทั่วโลก “กล่าวกันว่า ยาที่วางขายในสหรัฐอเมริกาทุกๆ ๓ เม็ด ผลิตจากอินเดีย” อินเดียเป็นแหล่งผลิตพืชตระกูลถั่วและผลิต
น้ านมเป็นอันดับหนึ่งของโลก และเป็นประเทศที่สามารถสร้างยานอวกาศ “จันทรยาน” ไปโคจรรอบดวงจันทร์ที่ใช้งบประมาณน้อยที่สุด
สร้างยานอวกาศ “มังคลายาน” ไปดาวอังคารและส่งข้อมูลกลับมายังโลกได้เป็นผลส าเร็จ
จากนโยบายของนายนเรนทระ โมที นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของอินเดียที่พัฒนานโยบาย Look East ไปสู่ Act East เพื่อให้
เกิดการลงมือปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมภายใต้สโลแกน 3C คือ Commerce, Culture และ Connectivity แต่ก่อนที่จะเชื่อมโยงกับ
ภายนอก “โมที” เห็นความจ าเป็นที่จะต้องท าให้ภายในประเทศเข้มแข็งเสียก่อน สิ่งที่ “โมที” กระท าคือการเชื่อมโยง “มุมไบ” เมืองท่าที่
ส าคัญในภาคตะวันตกโดยสร้างเส้นทางรถไฟขึ้นไปทางเหนือสู่ “นิวเดลี” เมืองหลวงของประเทศ และสร้างทางรถไฟไป “เชนไน”
ศูนย์กลางอุตสาหกรรมที่ส าคัญในภาคตะวันออกแล้วเชื่อมต่อไปยังนิวเดลีซึ่งหมายถึงอินเดียจะมีระบบขนส่งทางรางครอบคลุมพื้นที่ทั่วทั้ง
ประเทศ ขณะเดียวกัน “โมที” ก็ประกาศที่จะสร้าง “Smart City” ให้ครบ 100 เมืองภายในปี ค.ศ. ๒๐๔๐ ตามเส้นทางที่รถไฟผ่าน
ปัจจุบันอินเดียมีจ านวนประชากรประมาณ ๑,๓๐๐ ล้านคน มากเป็นอันดับสองของโลกรองจากจีน ซึ่งคาดกันว่าในปี ค.ศ. ๒๐๔๐
ประชากรอินเดียจะมีมากที่สุดในโลก สิ่งที่น่าสนใจคือประชากรอินเดียส่วนใหญ่อยู่ในวัยท างาน นั่นหมายถึงการมีแรงงานราคาถูกและการ
มีตลาดที่มีก าลังซื้อมหาศาล
ในการเสวนาหัวข้อ “รุกหน้ากระชับความสัมพันธ์ไทย-อินเดีย” ซึ่งมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุรัตน์ โหราชัยกุล ผู้อ านวยการศูนย์อินเดียศึกษา
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาแสดงทัศนะในมุมมองด้านการเมือง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปิติ ศรีแสงนาม อาจารย์ประจ าคณะเศรษฐศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาแสดงทัศนะในมุมด้านเศรษฐกิจ และอาจารย์กิตติพงศ์ บุญเกิด อาจารย์ประจ าคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
มาแสดงทัศนะในมุมด้านสังคม เนื้อหาการเสวนาท าให้เรามองเห็นภาพอินเดียชัดเจนยิ่งขึ้นดังสรุปใจความส าคัญได้ ดังนี้
ไทย-อินเดียมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดมาแต่อดีตกาล ไม่เพียงภาษา ตัวอักษร ศิลปวัฒนธรรม และศาสนาที่ไทยรับเอามาใช้
หรือพัฒนาปรับปรุงให้กลายเป็นอัตลักษณ์ของไทยเอง มีหลักฐานส าคัญในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศตั้งแต่สมัยที่
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังคงทรงพระยศเป็นยุวกษัตริย์ พระองค์ได้เสด็จไปเยือนอินเดียโดยอินเดียได้มอบพระบรมสารีริกธาตุ
ให้แก่ประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันส่วนหนึ่งของพระบรมสารีริกธาตุดังกล่าวบรรจุอยู่ในเจดีย์ภู เขาทอง (วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร)
ในสมัยพระบาทสมเด็จมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวก็พบหลักฐานว่าพระองค์ได้ตั้งชื่อเมืองสุราษฎร์ธานีและแม่น้ าตาปีตามชื่อเมืองสุรัตและแม่น้ าตาปี
ในประเทศอินเดีย ปัจจุบันความสัมพันธ์ระดับราชวงศ์ยังคงแน่นแฟ้นโดยอินเดียได้ทูลเกล้าถวายรางวัลอั นทรงเกียรติให้แก่สมเด็จ
พระเทพรัตนราชสุดา ซึ่งถือได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอินเดียด าเนินไปในทิศทางที่เอื้ออ านวยต่อกันอย่างมาก
ความได้เปรียบของไทยอีกประการหนึ่ง โดยมองผ่านชาวอินเดียโพ้นทะเลที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วทุกดินแดนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
พบว่า ประเทศไทยเป็นดินแดนสวรรค์ส าหรับชาวต่างชาติที่จากบ้านเมืองของตนมาตั้งรกรากและซึมซับความเป็นไทยจนกลายเป็นส่วนหนึ่ง
ของไทยและภาคภูมิใจที่จะเรียกตนเองว่า “คนไทย” มากกว่าที่จะเรียกตนเองว่าคนไทยเชื้อสายอินเดีย ซึ่งแตกต่างจากชาวอินเดียใน
ประเทศมาเลเซียที่มีการแบ่งแยกกันอย่างชัดเจนโดยนโยบายภูมิบุตร ลักษณะสังคมพหุนิยมในไทยได้สร้างความกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันท า
ให้คนอินเดียชอบคนไทย แต่ประเทศไทยเป็นเพียงประเทศเล็กๆ ที่แม้ว่าจะได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ในการเป็นดินแดนตรงกลางของ
ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็ไม่อาจดึงความสนใจประเทศยักษ์ใหญ่อย่างอินเดียได้มากนัก แม้จะเคยมีการลงนามระดับทวิภาคี
(FTA Thai-India) ซึ่งจนถึงปัจจุบันมีการเจรจาปรับลดภาษีเป็นศูนย์เพียง ๘๓ รายการ ดังนั้นการเจรจาต่างๆ ที่จะส่งผลอย่างเป็นรูปเป็น
ร่าง “ไทย” จึงต้องอาศัย “อาเซียน” ที่ปัจจุบันตามความตกลง FTA ASEAN-India มีการเจรจากันแล้วกว่า 7,000 รายการ ซึ่งนักธุรกิจไทย
สามารถใช้สิทธิประโยชน์จากความตกลงนี้เพื่อเข้าสู่อินเดียได้
ในช่วงบ่ายเป็นการเสวนาในหัวข้อ “กลยุทธ์ในการท าธุรกิจในแดนภารตะ กับ Insiders” ซึ่งมีวิทยากรจากภาครัฐ (นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์
รองอธิการบดีกรมการค้าต่างประเทศ MR.India ผู้รอบรู้เรื่องอินเดียเป็นอย่างมาก) ภาค NGO (ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้อ านวยการวิจัย
ด้านการวิจัยและค าปรึกษาระหว่างประเทศ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย: TDRI) ภาครัฐวิสาหกิจ (นายวิเศรษฐ์ สนธิชัย
ผู้อ านวยการกลุ่มอนุทวีปอินเดีย บมจ. การบินไทย) และภาคเอกชน (นายราเกซ ซิงห์ ผู้อ านวยการส่วนพัฒนากลยุทธ์และปฏิบัติการองค์กร
บมจ.ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ และนายเอกสิทธิ์ สกุลเรืองศรี กรรมการผู้จัดการบริษัท ไทยซัมมิท โกลด์ เพรส จ ากัด) โดยมีนายสุทธิพงษ์ ทัดพิทักษ์กุล
เป็นผู้ด าเนินรายการ ซึ่งได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับอินเดียตลอดจนแนวคิดการลงทุนในอินเดียและข้อแนะน าในการเข้าไปท าธุรกิจร่วมกับอินเดีย ดังนี้
จากข้อมูลการวิจัยของ TDRI พบว่า โลกก าลังเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจจากโลกตะวันตกมาสู่โลกตะวันออก และประเทศยักษ์ใหญ่
ที่มีบทบาทในโลกปัจจุบันไม่ได้มีเพียง “จีน” เท่านั้น การเกิดปัญหาซับไพรม์ในสหรัฐอเมริการได้สร้างความชะงักงันให้กับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
ของจีน ซึ่งท าให้จีนต้องตีกรอบแนวเศรษฐกิจใหม่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ก าลังอิ่มตัวของตนโดยประกาศนโยบาย “One Belt, One Road” ในขณะที่
“อินเดีย” ดินแดนที่เต็มไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติมหาศาลที่ยังอุดมสมบูรณ์ มีประชากรวัยแรงงานมากมาย ความต้องการบริโภคภายในประเทศมี
สูง และมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นอันดับ ๗ ของโลกซึ่งแซงหน้าจีนไปเรียบร้อยแล้ว
ทั้งบมจ.ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ และบริษัทไทยซัมมิท ต่างก็มองข้อได้เปรียบของอินเดียในเรื่องค่าแรงงาน และการเป็นตลาดรองรับ
สินค้าที่จะผลิตขึ้น จากนโยบายใหม่ของรัฐบาลอินเดียที่ให้แต่ละรัฐแข่งขันกันเอง ดังนั้นการที่จะเข้าไปลงทุนในอินเดียจึงควรมองในระดับรัฐ
และเจาะลึกลงไปในรัฐที่ตนสนใจ ศึกษาความต้องการและข้อกฎหมายต่างๆ ของรัฐนั้นๆ โดยระยะเริ่มต้นควรหาพันธมิตรท้องถิ่นเพื่อเข้า
ไปท าตลาดให้ได้
สิ่งส าคัญประการหนึ่งคือการเรียนรู้ลักษณะของคนอินเดีย ที่ส่วนใหญ่เป็นชาวฮินดู รับประทานมังวิรัต (ไม่รับประทานเนื้อสัตว์
และไข่) ดังนั้น สินค้าจ าพวกอาหารที่จะน าเข้าไปจ าหน่ายในอินเดียจะต้องติดสติ๊กเกอร์สีเขียวเพื่อแสดงว่าเป็นอาหารมังสวิรัต และสติ๊กเกอร์สีแดง
เพื่อแสดงว่าเป็นอาหารที่มีส่วนผสมของเนื้อสัตว์ คนอินเดียนับถือวัว (สัตว์พาหนะขององค์กฤษณะเทพเจ้าส าคัญองค์หนึ่งในศาสนาฮินดู) เราจึง
เห็นวัวเดินตามท้องถนนทั่วไปได้อย่างอิสระ อินเดียมีพื้นที่ราบกว้างใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์สามารถสร้างผลผลิตทางการเกษตรได้ทุกประเภท
แต่ยังขาดการใช้เทคโนโลยีทางการเกษตร (Smart Farming) อีกทั้งผลผลิตที่ได้แม้จะมากมายมหาศาลแต่กลับพบว่าสินค้าเกษตรเน่าเสีย
กว่าร้อยละ ๕๐ เนื่องจากขาดแคลนเทคโนโลยีในการถนอมอาหาร คนอินเดียไม่นิยมอาหารส าเร็จรูป และมีกฎหมายห้ามน าเข้าอาหารที่มี
ส่วนผสมของผงชูรส นอกจากนี้ในการกระจายสินค้ากว่าร้อยละ ๙๐ วิถีชีวิตของคนอินเดียจะนิยมซื้อสินค้าผ่านร้านค้ารายย่อยมากกว่าการซื้อใน
ซุปเปอร์มาร์เก็ต ข้อมูลต่างๆ เหล่านี้เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นที่บ่งชี้ว่า “อินเดีย” เป็นสิ่งท้าทายและโอกาสที่คนไทยไม่ควรมองข้ามอีกต่อไป

อาจารย์พัทยา หิรัญตีรพล
๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๐

 

 

Last Updated ( Tuesday, 12 December 2017 16:01 )